วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

New Fiat Fullback กระบะใหม่อาศัยพื้นฐาน Triton พร้อมปรับเอกลักษณ์ให้ลงตัว..!!

       หลังจากที่ทางเฟียตได้เผยรถกระบะใหม่อย่าง All New Fiat Toro ไปเมื่อไม่นาน ก่อนที่จะทำตลาดในช่วงปีหน้า แต่ข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่ามันอาจจะใช้พื้นฐานเดียวกับ All New Mitsubishi Triton ใหม่นั้น หลังจาก Toro ถูกเผยโฉมออกมา ทางเฟียตก็ปฏิเสธว่ารถคันนี้ไม่ได้ใช้พื้นฐานจาก All New Triton แต่อย่างใด


งั้นแสดงว่าข่าวที่ออกมาก็แป้กน่ะสิ?? ยังครับ ๆ ข่าวนั้นมันเป็นความจริงแน่นอน เพราะวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเฟียตได้เปิดตัวรถกระบะใหม่ที่ชื่อว่า Fiat Fullback ซึ่งจัดขึ้นในงานดูไบ มอเตอร์โชว์ 2015 และเจ้าคันนี้แหละที่ใช้พื้นฐานจาก All New Mitsubishi Triton ของจริง

การออกแบบทั้งภายนอกและภายในนั้นแทบจะไม่ต่างจากคู่แฝดเลย ดังนี้เรามาหาจุดแตกต่างกันดีกว่า เริ่มจากชุดกระจังหน้าที่ถูกปรับเป็นลายซี่สีดำ กันชนหน้ามีการยืดขยายในส่วนของช่องรับลมและไฟตัดหมอกไปด้านข้างตัวรถมากกว่าเดิม ล้ออัลลอยลาย 6 ก้านปัดเงา ส่วนฝาท้ายมีการเพิ่มโลโก้ Fiat และ Fullback 4x4 ขนาดใหญ่บ่งบอกถึงตัวตนได้เป็นอย่างดี นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟท้าย เส้นสายตัวรถก็ยกมาจาก Triton ทั้งดุ้นเลย




ภายในทั้งคอนโซลหน้า ชุดเครื่องเสียง เบาะนั่งยังเป็นแบบเดียวกับฝาแฝด ต่างเพียงโลโก้ติดบนพวงมาลัยเท่านั้น ส่วนออพชันทั้งหลายก็ไม่ได้ต่างกันมาก




ขุมพลังจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 ตัวเลือกทั้งเบนซินและดีเซล เริ่มจาก
เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.4 ลิตร 16 วาล์ว 4 สูบให้กำลัง 132 แรงม้า ที่ 5,250 รอบต่อนาที แรงบิด 202 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ต่อมาเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลัง 110 แรงม้า และสุดท้ายเป็นเครื่องยนต์คลีนดีเซล ขนาด 2.4 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลัง 154 แรงม้า และ 181 แรงม้า พร้อมจับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด มีให้เลือกทั้งขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อ และมีตัวถัง 2 ขนาด รุ่นสี่ประตูกับรุ่นตอนเดียว

       Fiat Fullback เป็นรถกระบะบรรทุกขนาด 1 ตัน พร้อมทำตลาดในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมไปถึงบางประเทศในโซนยุโรปอีกด้วย..!!

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้บนแฟนเพจ MZ Crazy Cars คลิกที่นี่
************************************
ที่มา : indianautosblog.com

เผยแล้ว Mazda CX-3 ครอสโอเวอร์สุดแซ่บ..ตอบโจทย์สไตล์ชีวิตคนรุ่นใหม่..!!

       รถครอสโอเวอร์รุ่นใหม่จากมาสด้าอย่าง CX-3 ก็ได้เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว พร้อมคอนเซปต์ “SEE THE WORLD IN NEW ANGLE” "มองโลกมุมใหม่...อิสระไร้ขีดจำกัด" เปิดราคาเริ่มต้นที่ 8.35 แสนบาท ถึง 1.155 ล้านบาท..!!


All New Mazda CX-3 รถยนต์ Crossover รุ่นใหม่ล่าสุดที่พัฒนามาจากพื้นฐานของ Mazda 2 โดยจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน เริ่มจากขนาดที่ใหญ่และยาวกว่ากัน ความยาว 4,275 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,765 มิลลิเมตร ความสูง1,550 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร (เท่ามาสด้า 2)  


รูปลักษณ์ภายนอกเน้นความสปอร์ตแบบลุยมากขึ้น โดดเด่นด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ที่ล้อมรอบไฟหน้าแบบ Projector LED กระจังหน้าแบบ Signature Wing พร้อมกรอบโครเมี่ยม ไฟเลี้ยวและไฟตัดหมอกหน้าจะถูกแยกออกมาไว้ด้านล่าง มีสเกิร์ตสีดำพร้อมกันกระแทกรอบคัน ล้ออัลลอยด์ขนาด 16 และ 18 นิ้ว และไฟท้ายทรงสปอร์ต



ในส่วนของภายในต่างจาก Mazda 2 เล็กน้อย พวงมาลัยมัลติฟังกชั่นทรงสปอร์ต จอแสดงผลขนาด 7 นิ้ว คอนโซลกลางและแผงประตูตกแต่งด้วยหนังสีแดง เบาะนั่งด้านหลังปรับพับราบเรียบได้แบบ 60:40 ชุดมาตรวัดแบบเข็มจะเป็นรอบเครื่องยนต์ นอกนั้นจะแสดงข้อมูลแบบดิจิทอล และยังมีระบบ
 MZD CONNECT ระบบเชื่อมต่อโลกของการสื่อสารในรถที่ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องตามหลัก HMI (Human-Machine Interface) ที่เรียกกันว่า แนวคิดของค็อกพิตแบบ heads-up ระบบเชื่อมต่อในรถรุ่นใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัย ช่วยให้ผู้ขับมีสมาธิในขณะที่สามารถรับส่งข้อมูลเป็นจำนวนมากและต้องขับขี่อย่างปลอดภัยในขณะเดียวกัน 


ขุมพลังของ Mazda CX-3 จะมีทั้งหมด 2 ขนาด ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน S
kyactiv -G ขนาด 2.0 ลิตร 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 204 นิวตันเมตร ที่ 2,800 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ Skyactiv-Drive 6 สปีด ที่มีระบบ Drive Selection และโหมดขับขี่ Sport เพื่อเพิ่มความเร้าใจ

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบ Skyactiv-D ขนาด 1.5 ลิตร 105 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 270 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,500 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ Skyactiv-Drive 6 สปีด ที่ให้สมรรถนะเทียบเท่าเครื่องเบนซิน 2.5 ลิตร และประหยัดถึง 23 กิโลเมตรต่อลิตร



Skyactiv-BODY โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ ซึ่งเป็นโครงสร้างของรถยนต์ยุคใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มีน้ำหนักที่เบาลงเหมาะสมกับขนาดและกำลังของเครื่องยนต์ และเพิ่มโลหะเกรดพรีเมียมเหล็กกล้าทนแรงดึงสูง (High Tensile Steel) ที่แข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบาทดแทนเหล็กประเภทเดิม อีกทั้งยังเพิ่มจุดเชื่อมยึดเพื่อให้โครงสร้างหลักกับโครงสร้างส่วนอื่นของรถเป็นมวลเดียวกัน จึงให้ความมั่นคงกว่า ปลอดภัยกว่า พร้อมทั้งประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น

Skyactiv-CHASSIS ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟ ให้ความรู้สึกในการขับที่เกาะถนนมั่นคง ขณะที่ความนุ่มนวลของช่วงล่างยังคงอยู่ ซึ่งระบบบังคับเลี้ยวระบบใหม่ให้ความมั่นใจในการควบคุมรถขณะเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ ให้การขับขี่ที่ปลอดภัยและประหยัดน้ำมันกว่า

นอกจากนี้มาสด้ายังใส่ i-ACTIVSENSE เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงของมาสด้าที่พัฒนาขึ้นตามปรัชญาความปลอดภัยของมาสด้า นั่นคือ Mazda Proactive Safety ที่แสดงถึงหลักความคิดของมาสด้าต่อความปลอดภัย ช่วยให้ผู้ขับได้รับรู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า ช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง เทคโนโลยีเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันหรือลดความเสียหายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ 


ระบบความปลอดภัยมีดังนี้
- ถุงลมนิรภัยทั้งหมด 6 จุด
- ระบบป้องกันล้อล็อกและกระจายแรงเบรค (ABS, EBD)
ระบบดิกส์เบรก 4 ล้อ  
- ระบบควบคุมการทรงตัว (DSC)- ระบบควบคุมการลื่นไถล (TCS) - ระบบช่วยออกตัวทางชัน (HLA) - กล้องมองหลัง พร้อมเซ็นเซอร์กะระยะ


ระบบความปลอดภัยครั้งแรกในกลุ่มรถคอมแพ็คครอสโอเวอร์ได้แก่
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน 
ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) 
- ระบบปรับไฟหน้าสูงอัตโนมัติ
HBC (High Beam Control) 
- ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน
LDWS (Lane Departure Warning System) 
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง
RCTA (Rear Cross Traffic Alert) 
- ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ
SCBS (Smart City Brake Support)


นายฮิเดสึเกะ ทาเกสึเอะ ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า "การเปิดตัวมาสด้า CX-3 ใหม่ ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถคอมแพ็คครอสโอเวอร์ การมาของมาสด้า CX-3 ในครั้งนี้นับเป็นสกายแอคทีฟโมเดลที่ 4 หลังจากที่มาสด้าได้ส่ง CX-5 ตามมาด้วยมาสด้า 3 และมาสด้า 2 จนประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมในเมืองไทย มียอดขายรวมกว่า 40,000 คัน และการเปิดตัวในครั้งนี้จะส่งผลให้สามารถบรรลุเป้าหมาย 45,000 คันภายปีงบประมาณนี้ และคาดว่า Mazda CX-3 จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วมียอดขายสูงกว่า 6,000 คันต่อปี"

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า "การเปิดตัวมาสด้า CX-3 ในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวมาสด้า เพราะมาสด้ามีการเตรียมการสื่อสารและสร้างการรับรู้ของลูกค้าเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจุดเด่นสำคัญที่จะทำให้มาสด้าประสบความสำเร็จในการนำฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์มาสด้า CX-3 ใหม่ เข้าสู่ตลาดในครั้งนี้ คือ การนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ได้รับความนิยมมาแล้วจากทั่วทุกมุมโลกรวมทั้งประเทศไทย นับเป็นการเข้าสู่ตลาดรถคอมแพ็คครอสโอเวอร์เพื่อจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้เกิดขึ้น ด้วยเครื่องยนต์อันทรงพลังทั้ง 2 เครื่อง เพียบพร้อมด้วยคุณภาพของวัสดุที่นำมาประกอบระดับเกรดพรีเมียม และรูปลักษณ์อันงามสง่าสวยปราดเปรียวที่สุดในคลาส"

Mazda CX-3 มีสีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ 
- สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช, 
- สีขาว เซารามิก ไวท์, 
- สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพริ์ล, 
- สีน้ำเงิน ไดนามิก บลู, 
- สีดำ เจ็ท แบล็ก, 
- สีเทา เมทิเออ เกรย์ไมก้า 
- สีแดง สีแดง โซล เรด

Mazda CX-3 แบ่งออกเป็น 5 รุ่นย่อยพร้อมราคาดังนี้
รุ่น 2.0E เบนซิน SKYACTIV-G ราคา 835,000 บาท

รุ่น 2.0C เบนซิน SKYACTIV-G ราคา 910,000 บาท
รุ่น 2.0S เบนซิน SKYACTIV-G ราคา 975,000 บาท
รุ่น 2.0SP เบนซิน SKYACTIV-G ราคา 1,045,000 บาท
รุ่น 1.5XDL คลีนดีเซล SKYACTIV-D ราคา 1,155,000 บาท

...หากท่านใดสนใจสามารถจองหรือเข้าไปทดลองขับกันได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ...

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้บนแฟนเพจ MZ Crazy Cars คลิกที่นี่
************************************

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Kawasaki เคาะราคา Ninja ZX-10R ยั่วน้ำลายชาวไทยที่ 6.79 แสนบาท..!!

       คาวาซากิ เปิดตัว Kawasaki Ninja ZX-10R 2016 สายพันธุ์แชมป์ สร้าง DNA สู่ท้องถนนด้วยอารมณ์แชมป์จากสนามแข่งระดับโลก กับการเป็นจ้าวความเร็วในเกม World Superbike การแข่งขันชิงความเป็นที่สุดของรถโปรดัคชั่นระดับโลกโดย Jonathan Rea กับการเปลี่ยนสเป็คเพื่อการขับขี่บนท้องถนน ค่ามาตราฐานไอเสีย EURO 4 แต่ไม่ทำให้สมรรถนะความแรงลดลง เพราะถูกเพิ่มเทคโนโลยีจากอากาศยาน โดยออกแบบท่อไอเสียใช้วัสดุไทเทเนียม บวกกับการเปลี่ยนแปลงในส่วนอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบกันสะเทือน สวิงอาร์ม และกล่อง ECU ที่มีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อเวอร์ชั่นล่าสุดในปี 2016 นี้..!!


นายมิทสึฮิโกะ โอคาดะ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “รถจักรยานยนต์ในคลาส 1000 ซีซี ที่มีสมรรถนะสูงในสนามแข่งขัน นั่นคือ Ninja ZX-10R โดยในปีนี้บริษัทมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เผยโฉมโมเดลรถสนามแข่งขันระดับโลกสู่โมเดลรถท้องถนนระดับไฮคลาส ให้ผู้ชื่นชอบสามารถเป็นเจ้าของได้โดยยังคงพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าไว้ในจักรยานยนต์เพื่อความสมบูรณ์แบบ สร้างความมั่นใจกับผู้ขับขี่ว่าจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าอย่างแท้จริง และรถรุ่นนี้ได้ทำผลงานสุดอลังการในงาน“World Superbike Championship 2015” โดยคว้า Double Champion ทั้งในฐานะนักแข่งจาก Jonathan Rea และในฐานะผู้ผลิตชั้นนำ ถือเป็นรถจักรยานยนต์สปอร์ตระดับ World Championship ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง”



Kawasaki Ninja ZX-10R 2016 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 998 ซีซี 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว ออกแบบ ให้พละกำลังที่มีประสิทธิภาพสูง ช่องไอดีใหม่ที่ตรงและกว้างมากขึ้น ช่วยให้การไหลผ่านเป็นไปด้วยความรวดเร็ว จึงทำให้เกิดการผสมน้ำมันและอากาศมีปริมาณมากขึ้น รูปทรงของห้องเผาไหม้ที่ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับเครื่องยนต์ ที่มีพละกำลังสูงขึ้น ลูกสูบผลิตจากวัสดุใหม่ที่ทนความร้อนสูงช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งอีกทั้งกระโปรงลูกสูบเคลือบฟิล์มหล่อลื่นแบบแห้ง เพื่อลดแรงเสียดทานในช่วงรอบต่ำ กระบวนการขัดแต่งเพลาข้อเหวี่ยงที่ปรับสมรรถนะให้เพิ่มขึ้น 20% ซึ่งเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญส่งผลต่อสมรรถนะโดยรวมของตัวรถไม่ว่าจะการเร่งความเร็ว, การลดความเร็ว และการเข้าโค้ง ได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกำลังแรงม้าจากโรงงาน 179 แรงม้า

Kawasaki Ninja ZX-10R 2016 มากับเฟรมคู่อลูมิเนียมที่แข็งแกร่งผสานกับเทคโนโลยีโช้คอัพระดับเทพจาก Showa ซึ่ง Ninja ZX-10R มีจุดเด่นที่โช้คหน้าซึ่งพัฒนาร่วมกับ Showa ในการแข่งขัน Superbike World championship เทคโนโลยีนี้ส่งตรงมาจากรถแข่งของทีมโรงงานคาวาซากิ และได้ผลิตออกสู่ท้องตลาดครั้งแรกคือ ตัวซับแทงค์ภายนอกบรรจุแก๊สไนโตรเจนอัดเพื่อช่วยจัดการกับความดันที่เพิ่มขึ้นภายในโช้ค และให้ความดันคงที่มากขึ้น ให้ความสบายเมื่อขับขี่ทั้งในความเร็วต่ำ และความเร็วสูง 



ในส่วนของระบบกันสะเทือนหลังทำองศาใหม่เพื่อสร้างสมดุลย์ในการขับขี่ทั้งทางตรงและทางโค้งด้วยระบบ BFRC-Lite (Balance Free Rear Cushion) พร้อมทั้งปรับโหมดของระบป้องกันการลื่นไหลหรือ TRaction Control ให้สมดุลย์ยิ่งขึ้นสามารถปรับได้ด้วยตัวเองถึง 5 ระดับพร้อมกับเข้าถึงเรซซิ่งสไตล์มากยิ่งขึ้นด้วยการติดตั้ง Kawasaki Quick Shifter เพิ่มเกียร์ได้โดยไม่ต้องบีบคลัทซ์ โดยใช้หลักการตัดการจุดระเบิดเศษเสี้ยววินาทีให้เพิ่มเกียร์ได้อย่างต่อเนื่อง และมั่นใจในการเบรคด้วยระบบเบรค Brembo อันเลื่องชื่อโดยในระหว่างที่ KIBS ทำงาน จะผสานการทำงานของ ABS เพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของรถได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากล้อด้านหลังที่ยกขึ้นได้ พร้อมกับการป้องกันการพยศด้วยกันสะบัดจาก Öhlins ในส่วนของสวิงอาร์มที่ยาวขึ้น (+15.8 มม) เพิ่มน้ำหนักในช่วงหน้า ทำให้เกิดผลดีต่อการเบรก, การเลี้ยว และเมื่อพลิกรถจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง จะเห็นได้ถึงแรงบิดที่กระทำกับสวิงอาร์มลดลง ส่งผลให้มีความคล่องตัวและรวดเร็วในการเข้าโค้ง

หน้าปัดจอดิจิตอลปรับปรุงใหม่ โดยใส่ KLCM (Kawasaki Engine Brake Control) และ KQS เข้าไว้ด้วย เช่นเดียวกันกับไฟเตือนของ IMU เซ็นเซอร์ไฟที่ฝังในเรือนไมล์จะปรับความสว่างของจอ LED และ LCD อัตโนมัติ และเบาะหลังมาพร้อมกับดีไซน์ที่สปอร์ตยิ่งขึ้น ซึ่งเข้ากันดีกับช่วงท้าย LED ดีไซน์ใหม่ให้ความเฉียบคม ฝาครอบเบาะหลังอุปกรณ์แต่งเสริมภาพความเป็นรถแข่งให้กับตัวรถ 


       ซึ่งเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาในปีนี้มีศักดิ์ศรีของแชมป์โลกเป็นตัวการันตี โดยการแข่งขันทั้งในระดับโลก ระดับเอเซีย และระดับประเทศ รหัส Ninja นั้นยังคงอยู่แถวหน้าตลอด จึงไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายมากมายสำหรับความเป็นผู้นำ จ้าวแห่งความดุดันอันเลื่องชื่อ พร้อมที่จะให้ทุกท่านได้สัมผัสแล้วในวันนี้ ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวพร้อมแสดงศักยภาพความเป็นผู้นำของเทคโนโลยีโดยแท้จริง มาพร้อมกับสีเขียว Lime Green ที่สะท้อนถึง KRT (Kawasaki Racing Team) ราคาจำหน่ายเปิดตัวที่ 679,000 บาท..!!

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้บนแฟนเพจ MZ Crazy Cars คลิกที่นี่
************************************
ที่มา : Kawasaki Motors Thailand

Mitsubishi แนะนำชุดสติ๊กเกอร์ตกแต่ง Mirage ของแท้จาก RALLI ART..!!

       มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย แนะนำชุดสติ๊กเกอร์ตกแต่งมิราจ ของแท้จากแรลลี่อาร์ต (RalliArt) เอาใจวัยรุ่น จำนวนจำกัด พร้อมขายที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ...!!


มร. โมะริคาซุ ชกคิ กรรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทฯได้เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า มิตซูบิชิ มิราจ ด้วยการแนะนำชุดสติ๊กเกอร์ตกแต่งลิขสิทธิ์แท้จาก แรลลี่อาร์ต (RalliArt) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับมิตซูบิชิ มิราจ เพื่อเอาใจวัยรุ่นที่รักการตกแต่งรถสไตล์สปอร์ตให้โดดเด่นตามสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร โดยชุดสติ๊กเกอร์ตกแต่งแรลลี่อาร์ต (RalliArt)ประกอบด้วย สติ๊กเกอร์ติดฝากระโปรงหน้า กันชนหน้า ด้านข้างรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวา และสัญลักษณ์แรลลี่อาร์ตติดท้ายรถ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกซื้อเป็นรายชิ้นได้ โดยมีจำนวนจำกัดเพียง 250 ชุดเท่านั้น

รายละเอียดชุดตกแต่งสติ๊กเกอร์
- สติ๊กเกอร์ฝากระโปรงหน้า 1,320 บาท
- สติ๊กเกอร์กันชนหน้า 620
บาท 
- สติ๊กเกอร์แรลลี่อาร์ต ติดด้านข้างรถ ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา 1,450
 บาท 
- สติ๊กเกอร์ สัญลักษณ์แรลลี่อาร์ตติดท้ายรถ 50
บาท 


ทั้งนี้ชุดสติ๊กเกอร์ตกแต่ง RalliArt มาพร้อมการรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

หมายเหตุ
* ราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
       รายละเอียดอุปกรณ์และส่วนประกอบของรถยนต์จริงที่จำหน่าย อาจแตกต่างจากภาพที่เห็น ซึ่งบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายการอุปกรณ์และส่วนประกอบของรถยนต์ได้ตามเหมาะสมในทางการตลาด โปรดสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์และส่วนประกอบของรถยนต์จากผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิที่ได้รับการแต่งตั้ง!!

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้บนแฟนเพจ MZ Crazy Cars คลิกที่นี่
************************************
ที่มา mitsubishi motors

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Honda แนะนำ New CB300F สองสีใหม่สุดจี้ดในราคา 126,000 บาท..!!

       เอ.พี. ฮอนด้า ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทรนด์รถสปอร์ตด้วยการแนะนำ New Honda CB300F ให้อารมณ์การขับขี่ที่ดุดันร้อนแรงแต่แฝงไว้ด้วยความท้าทายอย่างเต็มเปี่ยม


นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ กรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “แนวโน้มโครงสร้างของตลาดรถจักรยานยนต์ไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มรถสปอร์ตกลายเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงที่สุดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง ซึ่งหนี่งในสปอร์ตโมเดลของฮอนด้าที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีก็คือ CB300F รถสปอร์ตขนาดกลางที่มีสมรรถนะสูงและมีความคล่องตัวจากโครงสร้างรถที่เหมาะกับการใช้งานในเมือ”

“ล่าสุดในปี 2015 นี้ เราได้เพิ่มดีกรีความเป็นสปอร์ตให้ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้นด้วยดีไซน์และสีสันใหม่ในแนวสตรีทคอนทราสต์ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงทั้งในและต่างประเทศ เมื่อดีไซน์ที่โดดเด่นและมีพลังถูกผนึกเข้ากับสมรรถนะจากเครื่องยนต์ขนาด 300 ซีซี ก็จะทำให้ New Honda CB300F เป็นรถเน็คเค็ดที่ดูท้าทาย”


New Honda CB300F สีใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีดีไซน์ที่โดดเด่นท้าทายทุกสายตา ด้วยการนำสี Lemon Ice Yellow มาจับคู่กับสีดำด้าน ผสานเข้ากับโครงสร้างที่ปราดเปรียว โคมไฟหน้าแบบ V-Shape (รุ่น CB300F), ท่อไอเสีย Sport Muffler วัสดุแสตนเลสติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับเสียงและแผ่นกันความร้อน, ระบบกันสะเทือนหลังแบบ Pro-Link® Rear Suspension ปรับได้ 5 ระดับ มั่นใจทุกเส้นทางด้วยระบบเบรก ABS

New Honda CB300F แรงด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 300cc. DOHC 4 วาล์ว ระบบหัวฉีด PGM-FI จ่ายน้ำมันแม่นยำให้อัตราเร่งเต็มพลังในทุกรูปแบบของการขับขี่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยค่าไอเสียที่สะอาดถึงระดับ 6 ทั้งยังเพิ่มระดับความปลอดภัยด้วยการติดตั้งฟังก์ชันหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยสวิตช์ในกรณีฉุกเฉินอีกด้วย

เอ.พี. ฮอนด้า พร้อมวางจำหน่าย New Honda CB300F ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ด้วยราคาแนะนำสำหรับ New CB300F ที่ 126,000 บาท (จากราคาปกติ 130,000บาท) 

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้บนแฟนเพจ MZ Crazy Cars คลิกที่นี่
************************************
ที่มา aphonda

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

โตโยต้าเผยภาพ All New Innova อย่างเป็นทางการ ก่อนเปิดตัว 23 พฤศจิกายนนี้..!!

       รถยนต์กลุ่ม MPV ที่อินโดนีเซียถือว่าเป็นตลาดหลักในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมาก ซึ่งก็มีอยู่มากมายหลายรุ่นให้เลือกใช้ หนึ่งในนั้นคือ All New Toyota Innova ที่จ่อเตรียมเปิดตัวเพื่อเอาใจลูกค้าอย่างต่อเนื่อง..!!



ล่าสุดทางโตโยต้าได้เผยภาพแรกของ All New Innova อย่างเป็นทางการ หลังจากเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้มีภาพหลุดออกมาเป็นว่าเล่นเห็นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

จากภาพเราจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากรุ่นก่อน กระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมแถบสีเงิน 2 เส้น ประกบคู่ด้วยไฟหน้าใหม่ที่คล้าย Hilux Revo อย่างไรอย่างนั้น ด้านล่างจะเป็นไฟตัดหมอกที่วางไฟเลี้ยวไว้ในกรอบเดียวกัน

ด้านท้ายจากภาพหลุดที่ออกมาจะเห็นไฟท้ายทรงใหม่ที่ลากยาวแนวตั้งและแนวนอน ส่วนภายในก็มีการออกแบบที่สวยงามลงตัวมากขึ้น




การแบ่งรุ่นย่อยคาดว่าจะมี 3 เกรดดังนี้
รุ่น G เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ, หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ HDMI, DLNA และบลูทูธ, มีปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ ทั้งโหมด ECO และโหมดเพาเวอร์, มีกล่องรักษาความเย็น, ถุงลมนิรภัย 3 ใบ และที่จุดเบาะเด็ก ISOFIX

รุ่น V มีเครื่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวที่สอง และไฟส่องสว่างภายในรอบคัน

รุ่น Q จะได้ไฟหน้าเลนส์โปรเจคเตอร์ LED, หน้าต่างไฟฟ้​​าอัตโนมัติทั้ง 4 บาน นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ถุงลมนิรภัย 7 ใบ, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน



เครื่องยนต์มีทั้งหมด 2 แบบ เริ่มจากเครื่องยนต์เบนซิน 1TR-FE ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 139 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิด 183 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที

และเครื่องยนต์ดีเซล 2GD-FTV ขนาด 2.4 ลิตรใหม่ ตัวเดียวกับที่ประจำการอยู่ใน Hilux Revo ให้กำลังสูงสุด 149 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิด 358 นิวตันเมตร ที่ 1,200-2,600 รอบต่อนาที มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

All New Toyota Innova ใหม่นี้ มีการพัฒนาแพลตฟอร์มที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงกว่ารุ่นรุ่นปัจจุบัน กำหนดการเปิดตัวจะเกิดขึ้น
วันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ในงาน Jakarta Motor Show 2015!!


ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้บนแฟนเพจ MZ Crazy Cars คลิกที่นี่

************************************
ที่มา financialexpress
ภาพหลุดจาก Autonetmagz

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Isuzu D-Max นวัตกรรมเปลี่ยนโลกด้วยเครื่อง 1.9 Ddi Blue Power ใหม่!!

       เห็นกันเต็มๆตากันไปแล้วสำหรับกระบะ Isuzu D-Max Minorchange ที่หลายคนรอคอย จากการแอบวิ่งทดสอบกันมานานและปิดข่าวเงียบจนแทบไม่รู้ความเคลื่อนไหวของเขาเลย งั้นเราไปดูข้อมูลของเจ้าคันนี้กันว่าเขาปรับเปลี่ยนอะไรใหม่บ้าง..!!



เริ่มกันที่การออกแบบกันก่อน ด้านหน้ามีการปรับกันชนหน้าใหม่ ไฟหน้าทรงใหม่พร้อมย้ายไฟส่องสว่างตอนกลางวันเอามาไว้ในโคม และมีไฟตัดหมอกมาให้อย่างที่ควรจะเป็น กระจังหน้าใหม่ที่ยังคงมีเอกลักษณ์เดิมแต่ดูดีขึ้น เส้นสายด้านข้างยังคงเดิม ยกเว้นลายล้ออัลลอยที่ปรับทั้งขอบ 16 นิ้ว และ 18 นิ้วใหม่ในรุ่น V-Cross กับ Hi-Lander

ด้านท้ายจะเห็นฝากระโปรงที่มีเส้นเหลี่ยมสันมากขึ้น ซึ่งดีไซต์กันชนหน้าของรุ่นยกสูงและรุ่นตัวเตี้ยจะมีความแตกต่างกันชัดเจน ทำให้ได้อารมณ์คนละแบบกันเลยทีเดียว ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “STRONG EMOTIONAL SPORTY” ด้วยเส้นสายแห่งดีไซน์ที่ให้ความรู้สึกทรงพลังและพร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้าแต่ยังคงประสิทธิภาพความลู่ลมสูงสุดด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศต่ำสุดที่ยังคงช่วยให้ประหยัดน้ำมันสุด และเงียบสุด รวมทั้งภายในใหม่ ดีไซน์ที่ล้ำสมัย ต่อยอดความสะดวกสบายสูงสุดแบบฉบับอีซูซุ




ส่วนภายในนั้นเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก โทนสีภายในรุ่นยกสูงจะเป็นสีดำ แทนสีน้ำตาลเดิม มาตรวัดใหม่ Super Vision 3D Shape Point พร้อมจอแสดงผลการขับขี่แบบ Color Display MID เบาะหลังปรับพับได้แบบ 60:40 

ระบบความบันเทิง Isuzu Connect World เทคโนโลยีเชื่อมต่อใหม่ สามารถเชื่อมต่อ Smartphone ได้ทั้งระบบ iOS และ Android และระบบเสียงสมบูรณ์แบบด้วยลำโพงคุณภาพระดับ Hi-end กับ Roof Speaker และเทคโนโลยีอัจฉริยะ Isuzu Insight



จุดเด่นสำคัญจะอยู่ที่เครื่องยนต์ที่อีซูซุได้โล้ะเครื่อง 2.5 ลิตรออกไป เอาเครื่องยนต์ใหม่รหัส RZ4E-TC คอมมอนเรล เทอร์โบแปรผัน 1.9 ลิตร DDi BLUEPOWER มาใส่แทน โดยให้กำลังสูงสุดที่ 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที 


โดยจุดเด่นจะอยู่ที่...
- เครื่องยนต์น้ำหนักเบาที่สุด (LESS Weight) 
- ค่าแรงเสียดทานต่ำสุด (LESS Friction)
- ระดับเสียงเครื่องยนต์ต่ำสุด (LESS Noise) 
- ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำสุด (LESS CO2)
- ค่าบำรุงรักษาต่ำสุด (LESS Maintenance) 

ในด้านสมรรถนะยังให้...
- แรงม้าสูงสุด (MORE Power) 
- แรงบิดสูงสุด (MORE Torque) 
- ทนทานสูงสุด (MORE Durability) 
- ประหยัดน้ำมันสูงสุด (MORE Fuel Efficiency) 
- เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสูงสุด (MORE Environmental Friendliness)

เครื่อง 1.9 DDi BLUEPOWER จะประกบคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีดใหม่ โดยมีจุดโอเวอร์ไดรฟ์ ที่เกียร์ 5 และเกียร์ 6 ที่ให้อัตราทดเกียร์แบบต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 2.5 Ddi VGS TURBO ขนาด 2,500 ซีซี เดิม จะมีแรงม้าเพิ่มขึ้น 10% แรงบิดเพิ่มขึ้น 9% เร็วขึ้น 8% (จากการทดสอบอัตราเร่งช่วง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง) น้ำหนักเบากว่าเครื่องยนต์เดิม 20% หรือลดลงถึงประมาณ 60 กิโลกรัม ค่ามลพิษต่ำสุด (โดยเฉพาะในรุ่นสปาร์ค มีค่า CO2 ต่ำเพียง 161 กรัม/กม. น้อยสุดในรถระดับเดียวกัน)

ส่วนอีกเครื่องยนต์จะเป็น 3.0 DDi BLUEPOWER รหัส 4JJ1-TCX ขนาด 3,000 ซีซี. (เครื่องยนต์เดิม) ที่ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,800 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์ธรรมดา 5 สปีด 


Isuzu D-Max Minorchange Blue Power มีให้เลือก 6 สี ได้แก่
- สีน้ำเงิน (Brazilian Quartz Metallic)
- สีเงิน (Iceberg Silver) สีใหม่
- สีขาวมุก (Everest Pearl White)
- สีบรอนซ์เงิน (Arctic Silver)
- สีดำ (Australian Coal Black)
- สีขาว (Siberian White)

Isuzu D-Max Minorchange ยังไม่ประกาศราคาและสเปคอย่างละเอียด เผยเพียงราคาในรุ่น 1.9 DDi BLUEPOWER จะมาในช่วงราคา 490,000 – 928,000 บาท และรุ่น 3.0 DDi BLUEPOWER มาในช่วงราคา 573,000 – 1,004,000 บาท สามารถสัมผัสพร้อมทดลองขับได้ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ!!

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้บนแฟนเพจ MZ Crazy Cars คลิกที่นี่
************************************

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ภาพหลุด! Isuzu D-Max Minorchange เปลี่ยนโลกกับเครื่อง 1.9 Ddi Blue Power..!!


       เชื่อว่าหลายคนกำลังติดตามข่าวการเปิดตัวรถกระบะใหม่จากค่ายอีซูซุที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้แน่ๆ เพราะมีข่าวเปรยออกมาว่ามันจะปรับเปลี่ยน "หัวใจ" หรือเครื่องยนต์ใหม่นั่นเอง..!!

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า Isuzu D-Max Minorchange ใหม่นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในส่วนของเครื่องยนต์ที่จะมีการลดขนาดความจุลงเหลือเพียง 1,9xx ซีซี เท่านั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเพราะยังมีคนไทยส่วนหนึ่งที่ยังไม่มั่นใจในสมรรถนะเครื่องเล็ก เพราะเกรงว่ามันจะไม่แรง ขนของไม่ไหวอย่าง 2.5-3.0 ลิตร อะไรประมาณนั้น




ล่าสุดก็มีภาพหลุด (น่าจะเป็นภาพโปรโมทหลุดจากสำนักพิมพ์) ออกมาจนได้ เพราะค่ายนี้เขาขึ้นชื่อในเรื่องปกปิดความลับไว้ดีมากๆ แต่ก็ไม่อาจต้านทานต่อยุคโลกาภิวัฒน์ที่อะไรๆก็รวดเร็วไปซะหมด

ภาพหลุดชุดนี้เผยให้เห็นถึงกระจังหน้าเอกลักษณ์เดิมแต่ทรงใหม่ ไฟหน้าใหม่ ชิ้นกันชนหน้าดีไซต์ใหม่ ซึ่งทั้งหมดจะมีเส้นสายที่คมขึ้น เน้นเหลี่ยมสันมากขึ้น ฉะนั้นจึงเดาได้เลยว่า D-Max ไมเนอเชนจ์จะมาในแนวบึกบึนกว่าเดิม


ส่วนเครื่องยนต์ยืนยันว่าจะใช้เครื่องใหม่ 1,9xx ซีซี หรืออีซูซุเรียกว่า "1.9 Ddi Blue Power" พร้อมคอนเซ็ปต์ "นวัตกรรมเปลี่ยนโลก" แต่ตัวเลขแรงม้าและแรงบิดนั้นต้องรอถึงวันเปิดตัว แต่คิดว่าต้องมีหลุดออกมาอีกแน่นอน

       การเปิดตัวครั้งนี้ต้องดูให้ดีเพราะในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้เจ้าตลาดอย่าง Hilux Revo ก็ไม่ได้มียอดขายที่เปรี้ยงปร้างอย่างที่ควร การจัดออพชันและราคาจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตอนนี้แต่ละค่ายก็ใส่มาให้ไม่น้อย ซึ่งทั้งหมดจะรู้กันในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้..!!

ภาพสเก็ตช์ที่คาดว่าน่าจะเป็น

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้บนแฟนเพจ MZ Crazy Cars คลิกที่นี่
************************************

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Mazda ฉลองเปิดสายการผลิต CX-3 พร้อมเปิดตัว 10 พฤศจิกายนนี้..!!

       มาสด้า มอเตอร์ คอปอร์เรชั่น ประกาศฉลองพิธีเปิดสายการผลิตรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ Mazda CX-3 ณ โรงงาน ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นฐานการผลิตของ Mazda ในประเทศไทย..!!


ในงานได้รับเกียรติอย่างสูงจากผู้บริหารระดับสูงจากมาสด้า ประเทศญี่ปุ่น มร.คิโยทากะ โชบุดะ และ มร.คาซีฮิสะ ฟุจิกาวา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง แขกผู้มีเกียรติ และพนักงานเอเอทีเข้าร่วมในพิธีกว่า 300 คน
 

Mazda CX-3 เริ่มเปิดสายการผลิตครั้งแรกในโรงงานในเมืองฮิโรชิมาเมื่อเดือนธันวาคมปี 2557 โดยวันนี้เริ่มสายการผลิตที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์เป็นแห่งที่สองของรถยนต์รุ่นนี้ และเป็นสายการผลิตแรกนอกประเทศญี่ปุ่นด้วย



รถยนต์ 
Mazda CX-3 นับเป็นรถยนต์รุ่นที่ 5 ของรถยนต์เจนเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้าที่ครบครันไปด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ โคดะ ดีไซน์ หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว รูปลักษณ์มีสไตล์เปี่ยมด้วยคุณภาพสูง อุปกรณ์ที่ใช้งานง่ายและสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้ดั่งใจ มาสด้าเริ่มจำหน่าย Mazda CX-3 เป็นรถยนต์รุ่นหลักในประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ และก็ได้เริ่มจำหน่ายในภูมิภาคอื่นๆ ที่เป็นตลาดหลักของมาสด้า ได้แก่ อเมริกาเหนือ ยุโรป และออสเตรเลีย นับแต่นั้นเป็นต้นมา

Mazda CX-3 ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะมีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตรให้เลือก..!!

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้บนแฟนเพจ MZ Crazy Cars คลิกที่นี่
************************************

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หลุด! โบรชัวร์ Benelli TNT25 พร้อมชน Z250SL เปิดตัวในไทยเร็วๆนี้!!

       Benelli ค่ายรถบิ้กไบค์สัญชาติอีตาลีที่เข้ามาทำตลาดในไทยได้พักใหญ่ๆแล้วล่ะ พร้อมมีโมเดลหลากหลายรุ่น หลายขนาดให้เลือกใช้ และเริ่มจะเป็นที่คุ้นหูคุ้นตาชาวสองล้อกันเป็นอย่างดี..!!



และเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา บนแฟนเพจเฟสบุ้คของ Benelli Thailand ก็ได้ทำการโพสต์ภาพรถโมเดลใหม่อย่าง TNT25 ที่เปิดตัวและทำตลาดไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมันทำให้เราคาดการณ์ได้ว่าทาง Benelli ไทยแลนด์น่าจะเตรียมความพร้อมและส่ง TNT25 ลงบู้สู่ตลาดเมืองไทยอย่างแน่นอน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมก็ได้มีภาพโบรชัวร์ของ TNT25 หลุดออกมา ซึ่งในภาพนั้นระบุไว้ชัดเจนว่า "ขุมพลัง..แห่งความแรง" ชัดเจนครับ มันมาแน่นอน แต่ยังไม่ทราบกำหนดการที่แน่ชัด แต่คาดว่าพร้อมเปิดตัวเร็วๆนี้แน่นอน




ก่อนวันนั้นมาถึงเรามาดูสเปคคราวๆกันก่อนว่าน้องใหม่คันนี้จะเจ๋งแค่ไหน ซึ่งสเปคในต่างประเทศระบุไว้ว่า TNT25 จะมาพร้อมเครื่องยนต์แบบ 1 สูบ ขนาด 251.5 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 24.5 ที่ 9,000 รอบต่อนาที แรงบิด 21 ที่ 7,000 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ความเร็วสูงสุด 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวรถมีน้ำหนัก 150 กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมีโช้คอัพคู่หน้าแบบหัวกลับ USD พร้อมดิสก์เบรคหน้าหลัง (ไม่มี ABS) ขนาดยางหน้า 110/70 ZR17 ยางหลัง 140/60 ZR17 รูปลักษณ์โดยรวมนั้นถ้าจะพูดง่ายๆก็คือ TNT300S เอามาย่อส่วนและลดสเปคลงนั่นเองครับ



คู่แข่งโดยตรงในกลุ่มนี้จะได้แก่ Kawasaki Z250SL ราคา 118,000 บาท, KTM Duke 200 ราคา 149,000 บาท รวมถึง Honda CB300F (รถสูบเดียว ขนาด 286 ซีซี) ราคาที่ 130,000 บาท ส่วน TNT25 น่าจะมีราคาใกล้เคียงกับ Z250SL หรืออาจถูกกว่านั้นก็คงต้องรอราคาอย่างเป็นทางการจาก Benelli ซึ่งเราจะคอยอัพเดทความคืบหน้ากันอย่างแน่นอน..!!


ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้บนแฟนเพจ MZ Crazy Cars คลิกที่นี่
************************************

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มาแน่! New MG5 น้องใหม่ได้ฤกษ์เปิดตัว 19 พฤศจิกายนนี้..!!


       MG ชื่อนี้กำลังคุ้นหูคนไทย เพราะเข้ามาทำตลาดในไทยและได้เปิดตัวรถขายไปแล้วอย่าง MG6 และ MG3 ที่นำเสนอในรูปแบบของรถยนต์สายพันธุ์อังกฤษ..!!

ล่าสุดเอ็มจีประเทศไทยเตรียมส่งน้องใหม่อย่าง MG5 (จีนทำตลาดในชื่อ MG GT) เข้ามาเพิ่มทางเลือกให้ชาวไทยได้สัมผัสในวันที่ 19 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ หลังจากที่วิ่งทดสอบกันมานมนานแรมเดือนกันเลย



MG5 คันนี้จะเข้ามาทำตลาดในกลุ่ม B-Segment แต่ขนาดตัวถังนั้นแทบจะพอๆกับรถ C-Segment ดังนั้นจะได้เปรียบเรื่องรูปร่างที่ใหญ่โตกว่าเพื่อน ซึ่งพื้นที่ภายในน่าจะมีความกว้างขวางพอสมควร การออกแบบมาในแนวคล้ายรุ่นพี่ MG6 ไฟหน้าโปรเจ็กเตอร์ มีไฟ DRL มาให้ครบ ไฟท้ายคาดยาวเป็นชิ้นเดียว และยังมีหลังคาซันรูฟ ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าเวอร์ชันไทยจะมีหรือไม่ แต่ในรุ่นท็อปของ MG3 เขาก็จัดมาให้ เลยมองว่า MG5 ไม่น่าพลาด




เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ทั้งมีเทอร์โบและไร้เทอร์โบ พร้อมเครมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไว้ที่ 13.33 กิโลเมตรต่อลิตร นอกจากนี้ยังมีระบบ Inkanet เทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถใช้สื่อสารระหว่างรถกับผู้ขับขี่ผ่านทางสมาร์ทโฟน พร้อมฟีเจอร์ต่างๆมากมาย

ส่วนสเปคและราคาจะเผยอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน หากใครสนใจก็เตรียมความพร้อมไว้รอเลย ไม่แน่อาจมีเซอร์ไพรซ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นใน MG3 ก็เป็นได้.!!

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้บนแฟนเพจ MZ Crazy Cars คลิกที่นี่
************************************